เรียนภาษาอังกฤษ สอนเน้น ฟัง พูด ตัวต่อตัว


รับสอนพูดภาษาอังกฤษ

รับติวภาษาอังกฤษเทคนิคการเรียนและการฝึก

Listening & Speaking ให้เข้าใจง่าย พูดภาษาอังกฤษเป็นไว

Students: Good morning, teacher.

Teacher: Good morning, students. How are you today?

Students: I’m fine, thank you. And you?

Teacher: Fine, thanks!

     อะแฮ่ม! เป็นยังไงคะ คุ้นเคยกับประโยคข้างบนรึเปล่า? คงต้องคุ้นกันอยู่แล้วละค่ะ ก็บทสนทนาข้างบนเนี่ยเป็นประโยคที่นักเรียนไทยส่วนใหญ่ จะต้องพูดประโยคนี้เมื่อเจอครูภาษาอังกฤษ!! ซึ่งตัวพี่เองก็เป็น 1 คนที่พูดประโยคนี้มาตั้งแต่จำความได้เลยละค่า เอ๊ะ…แล้วพูดประโยคทักทายแบบนี้ได้คล๊องคล่อง…แถมก็เรียนอังกฤษมาตั้งหลายปี สอนอังกฤษ, ครูสอนภาษาอังกฤษ, รับสอนภาษาอังกฤษ ทำไมทักษะการฟังกับการพูดอังกฤษยังพัฒนาเลยเนี่ย…!! …น้องๆใจเย็นๆก่อนค่ะ ถึงแม้เราจะไม่ใช่เจ้าของภาษา แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ฝึกได้ แล้ววันนี้พี่ก็มีเคล็ดลับหรือเทคนิคดีๆมาแนะนำน้องๆ เพื่อที่จะให้ทักษะการฟังและการพูดของน้องๆดีขึ้น! แต่ก่อนอื่น.. น้องๆ เรามาดูกันดีกว่าว่าที่คนไทยยังไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องสักทีเนี่ย

เป็นเพราะอะไร ?

กลัว กลัวผิดแกรมม่า กลัวออกเสียงผิด กลัวออกเสียงเพี้ยน
พอกลัวเสร็จแล้ว ก็ทำให้ไม่กล้า…!
ไม่กล้าก็ทำให้ไม่ได้เริ่มพูดสักที!
ไม่ได้เริ่มพูด เพราะกลัว และไม่กล้า ก็ยังขี้เกียจอีก!!
พอขี้เกียจศึกษาหาข้อมูล ก็เลยทำให้ไม่กล้าพูดเพราะกลัวจะผิดอีกเนี่ยสิ!
ก็เลยวนเป็นวัฏจักรแบบนี้เรื่อยไป ..

เพราะฉะนั้น เราจึงควรปรับมุมมองเสียใหม่ค่ะ
ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แล้ว โดยการ!

“กล้าที่จะเริ่ม…..เริ่มที่จะกล้า”

เพราะงั้นมาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ!  ขอเกริ่นก่อนนะคะว่าการที่เราจะพูดหรือฟังแต่ละภาษาได้เนี่ย มันก็ต้องเกิดจากการฟังและการฝึกพูดค่ะ ก็เหมือนกันสอนเด็กตัวน้อยๆพูดปาป๊า มาม๊าแหละค่ะ มาฝึกทักษะการฟังและพูดแบบเป็นลำดับขั้นดีกว่าค่ะ

Beginner เราก็ต้องฟังก่อนค่ะ ฟังประโยคที่สั้นๆ หากถามว่าฟังจากไหน? รูสอนภาษาอังกฤษที่บ้าน, ติวภาษาอังกฤษคำตอบก็ไม่ยากเลยค่ะ ในโลกปัจจุบันที่ข้อมูลนั้นถูกเชื่อมด้วยอินเตอร์เน็ต คลิปเสียงนี้ก็หาง่ายมากเลยค่ะ ไม่ว่าจะ search ใน google หรือจะ youtube ค่ะ

Basic I  เมื่อเริ่มฟังแล้วจากนั้นก็ต้องฝึกพูดค่ะ เรียกว่าเทคนิคการ Shadowing ก็คือการพูดตามเสียง หรือ สำเนียงที่เราได้ฟังค่ะ พูดบ่อยๆ พูดเรื่อยๆ จากนั้นเมื่อเราพอจะคุ้นเคยประโยคสั้นๆแล้ว เราก็สามารถเลื่อนขั้นตนเองให้ฟังประโยคยาวๆขึ้นได้ค่ะ และเมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองเริ่มคล่องแล้วหรือเบื่อการพูดประโยคยาวๆ ซ้ำๆ ก็อาจจะเปลี่ยนมาเป็นการนั่งฟังนิทานภาษาอังกฤษ แล้วลองพูดตามก็ได้ค่ะ หรือจะดูหนังการ์ตูนสั้นๆง่ายๆก็ได้ค่ะ

Basic II ขั้นนี้จะเป็นขั้นฟังเพลงภาษาอังกฤษละค่ะ ก็ฝึกฟัง ฝึกร้องตามไปเรื่อยๆค่ะ ถ้าจะอัพเลเวลตัวเองมาหน่อย ก็ลองเปิดเพลงฟังค่ะ จากนั้นก็ลองเขียนเนื้อเพลงจากคำที่เราได้ยิน แล้วมาเช็คดูค่ะว่ามีคำไหนบ้างที่เราฟังแล้วไม่เข้าใจ ในขั้นตอนนี้นอกจากจะฝึกฟังแล้ว จะเป็นการเพิ่มพูนในเรื่องของคำศัพท์ และสำนวนภาษาอังกฤษที่สอดแทรกมากับเพลงได้ด้วยค่ะ อ้อ! ตอนฝึกร้องก็พยายามเลียนสำเนียงเขาให้ได้ด้วยนะคะ พี่รู้จักเพื่อนคนหนึ่งค่ะ พูดภาษาอังกฤษสำเนียงดีมาก แต่เขาไม่ได้เรียนพิเศษหรือไปเมืองนอกมาเลยค่ะ เขาบอกว่าฝึกมาจากการร้องเพลงล้วนๆ ^^

Intermediate  ขั้นนี้จะเป็นขั้นตอนที่ผู้ฝึกจะฝึกกับการดูหนังแล้วค่ะ ซึ่งจะอัพเลเวลขึ้นมาหน่อย ถ้ายังไม่คล่องก็ดูหนังที่เป็น Sub English ค่ะ อย่าพยายามดู Sub Thai เพราะตาเราจะติดอยู่กับ Sub title ตลอด ก็ฝึกฟังไปเรื่อยๆ และถ้าสามารถเข้าใจสิ่งที่ตัวละครในหนังพูดได้ประมาณ 50-70% นี่ก็ถือว่าพัฒนามามากๆละค่ะ

Advanced ขั้น Advanced นี่ก็ ฟังเพลง ดูหนัง ดูข่าวภาษาอังกฤษ สื่อสารภาษาอังกฤษกับฝรั่งได้สบายบรื๋อแล้วละค่า (แต่จริงๆถึงจะยังไม่ถึงขั้น Advanced แต่ก็พูดกับฝรั่งได้ละนะ อย่าไปกลัวๆนะค่ะที่จะฝึกพูดภาษาอังกฤษ

ข้อควรระวัง!  ภาษาแต่ละภาษานั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไปค่ะ เพราะงั้นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราเนอะ ต้องเข้าใจธรรมชาติของภาษาเขาด้วย เพื่อให้ภาษาอังกฤษของเราเข้าใจและดีมากยิ่งขึ้นเนี่ย สอนภาษาอังกฤษตัวต่อตัว ติวอังกฤษ ครูสอนพิเศษภาษาอังกฤษต้องออกเสียงให้ชัดๆค่ะ โดยเฉพาะเสียง Final Sound หรือเสียงท้ายในภาษาอังกฤษนั่นเองค่ะ

ยกตัวอย่างง่ายๆคือเสียง /s/ หรือเสียงที่คล้ายๆกับเสียง /ซ/ ค่ะ
การที่เราพูดคำว่า at กับ as
ถ้าเป็นคำไทยจริงๆ ทั้งสองคำนี้ก็จะออกเสียงคล้ายๆว่า “แอด” แต่กับภาษาอังกฤษไม่ใช่ค่ะ

ถ้าเป็น at จะต้องออกเสียง /แอ/ เน้นเสียงตัว t ค่ะ
ถ้าเป็น as จะต้องออกเสียง /แอ/ เน้นเสียงตัว s ค่ะ

ก็คล้ายๆกับในภาษาไทยที่มีเสียงวรรณยุกต์แหละค่ะ ถ้าออกเสียงคำว่า ป่า เป็น ปา ความหมายก็เปลี่ยนแล้ว #ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน

  • ใครว่า Grammar และการท่องคำศัพท์ไม่สำคัญ ?
    จริงๆเรื่องนี้สำคัญอยู่ค่ะ เพราะ Grammar ก็คือหลักไวยากรณ์ ซึ่งแน่นอนค่ะที่ไวยากรณ์แต่ละภาษาก็จะแตกต่างกันอยู่แล้ว (อาจจะมีบางภาษาที่คล้ายไทย) แต่แน่นอนว่า!! ไม่ใช่กับภาษาอังกฤษซะทั้งหมดค่ะ อย่างเช่น ถ้าเราจะชมว่าผู้หญิงคนนั้นสวย

– ภาษาไทยใช้ได้เลยว่า ผู้หญิงสวย ซึ่ง ‘สวย’ อยู่หลัง ‘ผู้หญิงคนนั้น’ = คำวิเศษณ์อยู่หลังคำนาม

– แต่หากเป็นภาษาอังกฤษต้องใช้ว่า Beautiful woman ซึ่งจะเห็นว่า beautiful ที่แปลว่า สวยเนี่ย อยู่ข้างหน้า woman ที่แปลว่าผู้หญิงค่ะ

เห็นไหม? แค่นี้ก็ต่างกันแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงควรรู้หลัก Grammar ไว้บ้างค่ะ และในเรื่องของคำศัพท์ ก็ต้องรู้ค่ะ ก็ถ้าไม่รู้คำศัพท์แล้วจะสื่อสารกันยังไง? จริงไหมละคะ ^^ เพียงแต่ว่าอย่าไปโฟกัสกับมันมากๆๆ มากจนลืมฝึกฟังกับพูดค่ะ เพราะถ้าหากอยากพูดได้ก็ไม่ควรไปโฟกัสกับมันมาก “ควรเรียนแบบ ฟัง พูด อ่าน เขียน” ตามลำดับค่ะ

  • ฝึกฟัง ฝึกพูดสำคัญที่สุดค่ะ ! เพราะจะมีน้องๆบางคนที่น่าจะเคยเรียนวิชา Phonics หรือเป็นวิชาที่ใช้หลักการแทนตัวอักษรภาษาอังกฤษกับเสียงไทยแล้วดูว่าจะอ่านออกเสียงอย่างไร วิธีนี้ใช้ได้ผลจริงค่ะ แต่ไม่ 100% เพราะจะมีคำศัพท์หลายคำที่เขียนแบบนี้ แต่ดันอ่านอีกแบบ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เจอกันบ่อยเลยค่ะ to [ทู] กับ go [โก] ทำไมอ่านต่างกัน ทั้งๆที่สระตัวเดียวกัน

หรือคำว่า whole [โฮล] กับ while [ไวล์] ทำไมถึงอ่านต่างกันทั้งๆที่พยัญชนะตัวเดียวกัน

งงเลยล่ะสิคะ! พี่ก็งงค่ะ และให้คำตอบไม่ได้ด้วย ก็มันเป็นเรื่องของภาษาอะเนอะ ^^ พี่ว่าแม้แต่เจ้าของภาษาก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้เลยค่ะ เพราะฉะนั้น การฟังจึงดีที่สุดค่ะ ฟังบ่อยๆแล้วเราจะรู้เองว่าคำนี้ที่เขียนแบบนี้อ่านว่าอะไร และเราก็จะเลิกตั้งคำถามค่ะ ว่าทำไมถึงได้อ่านแบบนี้

  • อย่าใส่ใจกับคำพูดของคนอื่นว่าเรา “กระแดะ” การที่เราพยายามเลียนแบบสำเนียงให้เป๊ะเว่อร์ที่สุดเนี่ย ไม่ได้เรียกว่ากระแดะนะคะ เขาเรียกว่าคนที่กำลังจะพัฒนาและมีความพยายามค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าใส่ใจเลยค่ะ

 สำหรับเทคนิคพี่ก็มีแค่นี้แหละจ้า ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวน้องๆเองเลย อย่าลืมนะคะว่า

“กล้าที่จะเริ่มและเริ่มที่จะกล้า”

หาติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ-ประถม

ภาษา