เทคนิคการฝึกพูดภาษาอังฤษ Conversation


สอนอังกฤษ, ครูสอนภาษาอังกฤษ, รับสอนภาษาอังกฤษ, เรียนพิเศษภาษาอังกฤษ, ครูสอนภาษาอังกฤษที่บ้าน, ติวภาษาอังกฤษ, สอนพิเศษภาษาอังกฤษ, สอนภาษาอังกฤษตัวต่อตัว, ติวอังกฤษ, ครูสอนพิเศษภาษาอังกฤษ, หาครูสอนภาษาอังกฤษ, สอนสนทนาภาษาอังกฤษ

สอนภาษาอังกฤษเน้นการสื่อสารสนทนา

เทคนิคการเรียนและการฝึก

Speaking & Conversation

ด้วยครู (ติวเตอร์) ภาษาอังกฤษ

ผู้ที่เริ่มฝึกพูดภาษอังกฤษใหม่ๆ หลายคนอาจคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษนั้นยาก (จริงไมค่ะ) แต่จริงๆแล้วถ้าเข้าใจหลักการจะรู้ว่าการพูดภาษาอังกฤษสามารถฝึกกับครูสอนตัวต่อตัว หรือ ฝึกด้วยตัวเองได้ ทำให้เก่งนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เรามาดูกันว่าปัญหาที่คนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ค่อยกล้าพูดภาษาอังกฤษมีคืออะไร และสามารถ แก้ไขได้อย่างไร

 

1. คนไทยจะพูดแบบ monotone

คือไม่มีการพูดขึ้นเสียงสูง-ต่ำ เหมือนในภาษาอังกฤษ
ตัวอย่าง การออกเสียงภาษาอังกฤษ
ประโยคคำถามในภาษาอังกฤษส่วนใหญ่จะมีการขึ้นเสียงสูงตรงพยางค์สุดท้ายของประโยค
เช่น Are you okay? จะออกเสียงเป็น ‘อาร์-ยู-โอเค๋’ ไม่ใช่ ‘โอเค’
ยกเว้นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Wh-words (What, When, Where, Why, Who, Whose) และ How จะไม่ขึ้นเสียงสูงตรงพยางค์สุดท้าย
เช่น Who are you? คำว่า ‘You’ ออกเสียงว่า ‘ยู’ ไม่ใช่ ‘หยู’

 

2. ในการสอนพูดภาษาอังกฤษ การพูดเน้น (stress)

บางพยางค์หรือคำเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คำบางคำหากเรา stress ผิดพยางค์ ชาวต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งNative speakerจะไม่เข้าใจว่าเราพูดว่าอะไร
เช่น

  • China (ประเทศจีน) จะ stress เสียงที่พยางค์แรก (Chi) แต่
  • Japan (ประเทศญี่ปุ่น) จะ stress เสียงที่พยางค์ที่สอง (Pan)

ทั้งๆที่ทั้งสองคำนี้เป็นชื่อประเทศและมีสองพยางค์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นวิธีที่จะทำให้เรารู้ว่าการพูดแต่ละคำนั้นต้อง  stress  ที่พยางค์ไหนคือการที่เราต้องหัดฟัง ภาษาอังกฤษให้ มากๆเนื่องจากไม่มีกฎเฉพาะตายตัว แต่เมื่อเรารู้หลักการแล้ว เราจะรู้ว่าเราต้องโฟกัสที่อะไรบ้างในการฟังซี่งจะทำให้ เราพูดได้อย่างถูกต้องมากขี้นอย่างแน่นอน

 

3. สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการออกเสียงที่ถูกต้อง

เสียงที่คนไทยจำนวนมากออกผิดได้แก่ เสียงตัว L, R, V, Z, CH, SH, TH
เช่น คำว่า ‘Really’ ต้องอ่านว่า ‘เรียลลี่’ เพราะตัว ‘R’ จะเทียบเท่ากับตัว ‘ร’ และ ‘L’ จะเทียบเท่ากับตัว ‘ล’ ซึ่งคนไทยบางคนยังใช้สลับกัน
เสียงตัว ‘V’ เป็นอีกเสียงหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ออกเสียงผิดว่า ‘วี’ แต่จริงๆแล้วที่ถูกต้องต้องออกเสียงว่ว ‘วฟี’ คืออ่านเหมือนมีเสียงควบทั้ง ว และ ฟ
เช่น คำว่า Fine อ่านว่า ไฟน์ แต่ Vine อ่านว่า ไ(วฟ)น์ ซึ่งเสียงจะใกล้เคียงกันมากและอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ถ้าเราไม่รู้วิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง
นอกจากนี้ ‘Z’ เป็นอีกเสียงหนึ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคนไทยเนื่องจากเราไม่มีเสียงนี้ในภาษาไทย เสียงจะคล้ายกับตัว ‘C’ แต่การออกเสียงจะหนักแน่นกว่า เวลาพูดจะมีการสั่นของเสียง
เสียง ‘CH’ และ ‘TH’ เป็นอีกเสียงหนึ่งที่คนไทยแยกไม่ค่อยได้ เสียง ‘CH’ ที่เป็นตัวสะกดจะ ออกเสียงเหมือน ‘ทฉ์’ แต่ ‘SH’ จะออกเสียงเหมือน ‘ช’
เช่น คำว่า ‘Watch’ กับ ‘Wash’ ตัวแรกอ่านออกเสียงว่า วอทฉ์ ในขณะที่ตัวที่สองอ่านออกเสียงว่า วอชช์
แต่ถ้าใช้ในฐานะพยัญชนะต้น เสียง ‘CH’ และ ‘SH’ จะออกเสียงเหมือน ‘ช’ แต่ต่างกันตรงที่เสียง ‘SH’ จะนุ่มนวลกว่าเสียง ‘CH’ แต่ในบางกรณี เสียง ‘CH’ อาจออกเสียงเป็น ‘ค’
เช่น ‘Cherry’ ออกเสียงว่า ‘เชอร์รี่’ แต่ ‘Chaos’ ออกเสียงว่า ‘เคออส’
เสียงสุดท้ายที่อาจเป็นปัญหาก็คือเสียง ‘TH’ ซึ่งเป็นอีกเสียงหนึ่งที่ไม่มีในภาษาไทย วิธีออกเสียงจะคล้ายกับเสียง ‘ท’ หรือ ‘ด’ แต่เสียงจะออกมาฟันและลิ้นจะมีการยื่นออกมาข้างหน้า เล็กน้อย เช่น คำว่า ‘Tanks’ กับ ‘Thanks’ ถ้าพูดถูกเสียงที่ออกมาจะแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน

4. การไม่ออกเสียงตัวสะกดภาษาอังกฤษ

อีกปัญหาหนึ่งที่คนไทยละเลยในการพูดภาษาอังกฤษนั้นก็คือการไม่ออกเสียงตัวสะกด
เช่น คำว่า ‘Six’ กับ ‘Sick’ ถ้าไม่ออกเสียงตัวสะกด ผู้ฟังอาจจะไม่สามารถแยกได้ว่าเราพูดถึงคำใดอยู่ โดยวิธีการออกเสียงคำแรกคือ ‘ซิกส’ แต่คำที่สองออกเสียงว่า ‘ซิกค’ จะเห็นได้ว่าจะต้องมีการออกเสียง ส และ ค ด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาหลักๆที่คนไทยส่วนใหญ่มี เมื่อเข้าใจหลักการแล้วการพูดภาษาอังกฤษให้เก่งนั้นจะง่ายขึ้น อย่างมาก

 

5. การพูดให้ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ (Grammar)

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้การพูดภาษาอังกฤษของเรานั้นสมบูรณ์ก็คือ การพูดให้ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ (Grammar)
ปัญหาส่วนใหญ่ที่คนไทยใช้ผิดเป็นประจำก็คือ การใช้กริยาไม่สอดคล้องกับประธานของประโยค
เช่น ถ้าประธานของประโยคคือ ‘We’ verb to be ที่ต้องใช้คือ ‘are’
ตัวอย่าง We are all students.
หรือถ้าประธานของประโยคเป็น ‘He’ จะต้องใช้คู่กับ verb to be ‘is’
ตัวอย่าง He is a student.
นอกจากนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังสับสนเรื่องคำกริยาที่เติม s และไม่เติม s
เช่น ถ้าประธานเป็น He/She/It คำกริยาที่ตามมาจะต้องเติม s
ตัวอย่าง He eats a sandwich.
แต่ถ้าประธานของประโยคเป็น I/You/We/They คำกริยาที่ตามมาจะไม่เติม s
ตัวอย่าง They eat sandwiches.
ซึ่งเวลาบางทีเวลาเขียน คนบางคนสามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง แต่เวลาพูดภาษาอังกฤษกลับใช้ผิด ปัญหานี้สามารถแก้ด้วยการฝึกพูดบ่อยๆให้ชินหรือลองพูดแล้วอัดเสียงไว้ แล้วลองมาเปิดฟังว่าตนเองพูดผิดตรงไหน วิธีนี้สามารถช่วยให้เรารู้ข้อบกพร่องของตัวเองได้ และเมื่อพูดครั้งต่อไป เราจะระวังมากขึ้นส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาด ในการใช้น้อยลง

 

6. 12 tenses

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญที่คนไทยจำนวนมากยังใช้ผิดก็คือเรื่อง tenses ในภาษาอังกฤษจะมีจำนวนทั้งสิ้น 12 tenses ได้แก่

  1. Present Simple
  2. Present Continuous
  3. Present Perfect
  4. Present Perfect Continuous
  5. Past Simple
  6. Past Continuous
  7. Past Perfect
  8. Past Perfect Continuous
  9. Future Simple
  10. Future Continuous
  11. Future Perfect
  12. Future Perfect Continuous

ซึ่งถ้าเราใช้ tense ผิดในการพูดหรือการสนทนาอาจทำให้ผู้ฟังสับสนและไม่สามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ได้
เช่น I went to a hospital. (ฉันไปโรงพยาบาล (อดีต)) ถ้าเกิดไม่มีการเปลี่ยนคำกริยาจาก go ไปเป็น went ผู้ฟังอาจจะเข้าใจว่าเรายังไม่ได้ไปโรงพยายาลมา

อย่างไรก็ตามสิ่งที่สามารถช่วยให้เราพัฒนาการฝึกพูดภาษาอังกฤษ (สามารถนัดติวเตอร์ ไปสอนพิเศษตัวต่อตัว กับติวเตอร์รับสอนภาษาอังกฤษ) ได้อย่างดีที่สุดคือการฟังและหมั่นฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ อย่ามองข้ามสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลงภาษาอังกฤษ และอย่าอายที่จะพูดแม้ว่าเราไม่มั่นใจว่า พูดถูกหรือไม่โดยเฉพาะพูดกับชาวต่างชาติ นอกจากนี้เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำให้การฝึกฝนภาษาอังกฤษเป็นไปได้ง่ายขึ้น หากมีคำใดที่เราไม่มั่นใจว่า ออกเสียงอย่างไรเราสามารถฟังได้อย่างง่ายดายโดยการพิมพ์คำๆนั้นลงไปใน Google เพราะฉะนั้นเราควรเริ่มฝึก ตั้งแต่ตอนนี้เลย!

 

ภาษา